กรมชลฯ ยืนยัน ไม่ปล่อยน้ำและจะไม่ท่วมเหมือนปี 54 แน่นอน

กรมชลประทานปฏิเสธปล่อยน้ำเพิ่มหลังมีข่าวลือทางออนไลน์ ยืนยันน้ำจะไม่ท่วมเหมือนปี 54

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 27 ต.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่าจะมีการปล่อยน้ำหลังวันที่ 26 ตุลาคม 2560 นั้นสำนักงานบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยาขอเรียนชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยสถานการณ์ปัจจุบันน้ำยังคงท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาจากระดับน้ำได้เอ่อล้นริมตลิ่ง ส่งผลกระทบกับชุมชนที่อาศัยในพื้นที่ลุ่มต่ำนอกแนวคันกั้นน้ำทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตอำเภอเมืองปทุมธานีและอำเภอสามโคก

ด้านนายธานินทร์ เนื่องทศเทศ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานปทุมธานี กล่าวว่า ปัจจุบันกรมชลประทานยังคงระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2560 จนกระทั่งถึงปัจจุบันเวลา 06.00 น. ของวันที่ 27 ตุลาคม 2560 และไม่มีแผนเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา ได้เผยในรายการข่าวเวิร์คพอยท์ ช่วงเวลาประมาณ 15.30 น. ว่าสถานการณ์น้ำในตอนนี้ยังห่างไกล จากสถานการณ์น้ำท่วมในปี 2554 มาก เพราะปริมาณน้ำที่ผ่านเมืองนครสวรรค์ เมื่อปี 2554 มีปริมาณน้ำผ่านสูงสุด ในเดือนตุลาคม อยู่ที่ประมาณ 4,600 ลบ.ม ต่อวินาที ในขณะที่ปีนี้ปริมาณน้ำสูงสุดที่นครสวรรค์ อยู่ในเกณฑ์ 3,059 ลบ.ม ต่อวินาที โดยคิดแล้วจะห่างกัน 1,541 ลบ.ม ต่อ วินาที ซึ่งตัวนี้สามารถชี้ให้เห็นได้ว่าสถานการณ์น้ำแตกต่างกัน

ส่วนการการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาวันนี้อยู่ที่ 2697 ลบ.ม./วินาที ขณะที่ในปี 2554 ระบายอยู่ที่ 3,700 ลบ.ม./วินาที ต่างกันประมาณ 1,000 ลบ./วินาที  ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลย ว่าน้ำจะท่วมเหมือนปี 2554

ในขณะเดียวกันปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี C 29 A อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งจะมีผลต่อกรุงเทพและปริมณฑล เมื่อปี 2554 อยู่ที่สี่พันกว่า แต่ปัจจุบันมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 2,826 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าความจุของลำน้ำมาก ซึ่งปกติมีความจุอยู่ที่ 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ดังนั้นตัวบ่งชี้หลายๆ จุด จึงบอกได้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีน้ำท่วมเหมือนปี 2554 ซึ่งส่วนชุมชนที่ได้รับผลกระทบก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วของชุมชนที่อยู่นอกพื้นที่ของพนังกั้นน้ำเมื่อมีน้ำทะเลหนุนหรือมีฝนตกระบายไม่ทัน  แต่ยืนยันว่าจะไม่มีการระบายน้ำเพิ่มตามที่มีข่าวลือในสังคมออนไลน์แน่นอน

นายสัญญา ยังเผยอีกว่า ในส่วนของการวางแผนรับมือน้ำนั้น กรมชลประทานมีแผนในการระบายอยู่แล้ว โดยพยายามเบี่ยงน้ำไปลงคลองระพีพัฒน์ ออกไปยังคลอง 13 และลงไปที่ฉะเชิงเทรา ออกคลองชายทะเล ใน จ.สมุทรปราการ ทางคลองพระองค์เจ้าไชยยานุชิต ซึ่งตอนนี้ทางกรมชลประทานมีการเร่งระบายน้ำ โดยการเพิ่มเครื่องสูบน้ำในคลองระพีพัฒน์ประมาณ 8 เครื่อง เพื่อเร่งระบายน้ำออกทะเล อีกทั้งในช่วงรอยต่อของกรุงเทพและปทุมธานีก็มีประตูกั้นอยู่แล้ว

โดยทาง กทม. ได้เข้าควบคุมในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นน้ำจะไม่สามารถเข้าไปใน พื้นที่ กทม ได้อยู่แล้ว ในขณะเดียวกันน้ำเหนือที่มีการระบายลงมาตามระบบ ทางกรมชลก็จะปรับให้ไม่เข้ากรุงเทพเช่นกัน และยืนยันว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำท่วม เพราะทางกรมชลประทานยังสามารถควบคุมปริมาณการระบายน้ำได้ และจะไม่มีการปรับเพิ่มการระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา และหากสถานการณ์ดีขึ้นก็จะมีการปรับลดปริมาณการระบายน้ำอีกด้วย

สำหรับพื้นที่น้ำท่วมด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจะเป็นพื้นที่นอกคันกั้นน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท อำเภออินทร์บุรี จังหวัดลพบุรี อำเภอเมืองจังหวัดสิงห์บุรี อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง อำเภอบางบาล อำเภอผักไห่ อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมจำนวน 14 จุด และปริมาณน้ำที่ไหลผ่านสถานี c29 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยังต่ำกว่าความจุของลำน้ำมาก จึงยังไม่มีผลกระทบต่อพื้นที่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลแต่อย่างใด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *