คีรีชัย ยามะ

 

เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ ณ ใจกลางเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีพื้นที่กว่า 60.85 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยชุมชนต่างๆ จำนวน 64 ชุมชน และมีประชากรกว่า 70,000 คน ภายใต้การบริหารราชการของนายวันชัย  จงสุทธานามณี  นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ซึ่งมีแนวนโยบายหนึ่งที่สำคัญในการพัฒนาพื้นที่เทศบาลนครเชียงรายคือ การให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ให้คงไว้ชั่วลูกชั่วหลาน ผ่านกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน และภาคส่วนต่างๆ เป็นสำคัญ

นโยบายการพัฒนาดังกล่าวได้ถูกนำมาสู่การพัฒนาในพื้นที่ชุมชนดอยสะเก็น ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งของเทศบาลนครเชียงราย มีจำนวนประชากรกว่า 1,000 ครัวเรือน และด้วยชุมชนแห่งนี้มีต้นทุนที่มีความโดดเด่นคือ การมีป่าดอยสะเก็นที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่กว่า 70 ไร่ เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสะเก็นที่มีอายุยาวนานไม่น้อยกว่า 400 ปี เป็นที่ตั้งของต้นยวนผึ้ง ที่มีผึ้งมาทำรังไม่น้อยกว่า 1,000 รังในแต่ละปี ดอยสะเก็นจึงเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในการอนุรักษ์และพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ อนุรักษ์ผืนป่าดอยสะเก็นให้เป็นปอดของเมืองเชียงราย และสร้างกิจกรรมด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยวซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้คนในชุมชนดอยสะเก็นและชุมชนใกล้เคียงมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากภาคการท่องเที่ยว

ประกอบกับเทศบาลนครเชียงราย ได้รับการคัดเลือกให้เป็น ๑ ใน ๖ เมืองนำร่องภายใต้โครงการเสริมสร้างความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองในอนาคต เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (Japan International Cooperation Agency) หรือ ไจก้า ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาเมืองในอนาคตของประเทศไทยให้มีความสมดุลและยั่งยืน เทศบาลนครเชียงรายจึงได้คัดเลือกพื้นที่ดอยสะเก็นในการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงรายในการเป็นที่ปรึกษาโครงการ ได้รับความมือจากประชาชนในชุมชนดอยสะเก็นเข้าร่วมดำเนินการในรูปแบบของประชารัฐ โดยมีเป้าหมายหลักในการดำเนินการพัฒนา คือ 

1. พัฒนาพื้นที่ในป่าดอยสะเก็นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco Tourism) ที่มีจุดเด่นคือ การใช้เวลาเดินทางเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถเดินป่าที่สมบูรณ์ในตัวเมืองได้ เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ รองรับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงรายทั้ง 8 โรง รวมถึงเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป

2. ยกระดับพื้นที่ครัวเรือนในชุมชนซึ่งส่วนใหญ่มีรูปแบบของการทำการเกษตรในครัวเรือน              ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชน (Community – Based Tourism) และความมั่นคงในการประกอบอาชีพ                  

3. การพัฒนาพื้นที่โรงเรียนบ้านทุ่งมน (เดิม) ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ร่วมกันของคนทุกวัย โดยเฉพาะวัยผู้สูงอายุเพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ รองรับการจัดกิจกรรม และการเข้าค่ายพักแรม เสมือนเป็นแหล่งฝึกฝนการใช้ชีวิตร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างคนช่วงวัยต่างๆ ถ่ายทอดโดยปราชญ์ท้องถิ่นที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

ทั้งนี้ เทศบาลนครเชียงรายได้วางแนวทางในการสร้างจุดเด่นให้เกิดขึ้นกับดอยสะเก็น คือ การสร้างทางเดินชมธรรมชาติ เหนือเรือนยอดไม้ หรือ Skywalk เพื่อดึงดูดและรองรับปริมาณนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงรายเพิ่มมากขึ้น และเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้กับเด็ก และเยาวชนไปพร้อมกัน รวมทั้ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูแบบ เทศบาลนครเชียงรายยังมีแผนในการก่อสร้างอาคารที่จะสามารถรองรับการใช้งานของคนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุไว้ ณ โรงเรียนบ้านทุ่งมน (เดิม) เพื่อใช้เป็นอาคารจัดกิจกรรมร่วมกันระหว่างวัย และเป็นจุดถ่ายทอดองค์ความรู้ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย

ซึ่งท้ายที่สุด เทศบาลนครเชียงราย คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยความร่วมมือในการดำเนินงานในการพัฒนาพื้นที่ชุมชนดอยสะเก็นให้เกิดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย หรือในชื่อ คีรีชัย ยามะ นั้น จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ในการจัดกิจกรรมโดยเฉพาะกิจกรรมเข้าค่ายพักแรมของประชาชนกลุ่มต่างๆ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางเลือกใหม่ที่อยู่กลางใจเมืองเชียงราย เป็นการจัดการการท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน ซึ่งสุดท้ายกิจกรรมทั้งหมดจะนำไปสู่การได้อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าในเมืองให้คงอยู่ไว้ คนในชุมชนมีอาชีพที่มั่นคงภายใต้การดำรงชีวิตโดยน้อมนำเอาแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการนชีวิต แสดงออกผ่านกิจกรรมทำการเกษตรในครัวเรือน อันจะเป็นการสร้างความมั่นคงในอาชีพในถิ่นฐานบ้านเรือนของตนเอง และนำมาสู่การมีรายได้เลี้ยงชีพที่สุจริต และมั่นคงในที่สุด

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *